ดาร์กี้-สมชาย-คงสุขดี

d
แด่… ดาร์กี้ พระเอกหน้าดำ
ชื่อ  “ดาร์กี้”  ตัวดำโดยกำเนิด
แต่ใจขาวด้วยเทิดสำนึกถิ่น
เลือดพื้นบ้าน  มิแห้งเหือด  เลือดสุรินทร์
เป็นไอ้หนุ่มศิลปิน  กันตรึม  ตรัว
เจรียง   ตรัว  ยัว  เจิ๊ด  กำเนิด  เพล็อว
เมียน  แม  เอ็อว   บอง  ปโอน  สลัน   ทั่ว
ฝึกวิชาวัฒนธรรมประจำตัว
กล้าร้องไห้  กล้ายิ้มหัว   ด้วยตัวตน
เป็นพระเอกหน้าดำน้ำใจดี
เป็นปฏิภาณกวีดนตรีด้น
เป็นนักเลงบ้านนอกบอกรักคน
เป็นลูกทุ่งขแมร์บนถนนเมือง
เปิดกรุอีสานใต้ให้โลกรู้
เปิดตำนานอีสานผู้ให้โลกเลื่อง
เปิดวิญญาณบรรพบุรุษให้รุ่งเรือง
เปิดสันดานสืบเนื่องให้สำนึก
บางฝันอันยิ่งใหญ่  “ไอ้หนุ่มดาร์กี้”
“สมชาย  คงสุขดี”  คงรู้สึก
คงสุขด้วยภาระสวรรค์อันล้ำลึก
ผ่านเพลงฝึกเพาะบ่มจนสมชาย
เคล้าสนุก…คลุกหวาน…ผ่านเศร้าแล้ว
แก้วรอริน …เวียนแก้ว… แล้วสหาย
ซอคู่ชีพ…  ซอเดินทาง…  ซอข้างกาย
ยังเคยสีซอสุท้ายให้เพื่อนฟัง!
ซอคู่ชีพ…  ซอจำพราก…  เมื่อจากตาย
ใครจะสีซอสุดท้ายให้โลกฟัง!
ไพวรินทร์  ขาวงาม
อาลัยดาร์กี้ ๒  มกราคม  ๒๕๔๖

ตำนาน  “ดาร์กี้”

…กว่าจะเป็น  ราชากันตรึมร็อค

d

 

๑.  ป่วยไข้  แต่หัวใจยังสู้

ดาร์กี้ บันทึกความรู้สึกเจ็บปวดในห้องพิเศษโรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์  ๕  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๕
“ความเจ็บจุกที่ท้อง  ทำให้ทรมานมาก  จึงนึกถึงวิธีที่พระท่านส่องแสงแก้ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  จึงเริ่มพิจารณารูปกาย  เวทนา  สังขาร  วิญญาณ  มันเกิดขึ้นอย่างทะนุถนอมอย่างเอาใจใส่  ในเมื่อมันไม่อยากอยู่  อยากจะไป  ก็คงต้องใช้จิตแยกกาย  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ให้เป็นอนัตตา  คือสิ่งไม่เที่ยง  คืนสู่ความไม่เที่ยง  ดำรงจิตเที่ยงให้กลายเป็นพละจิต  เป็นบันไดแห่งสัมโพธิญาณ  อันจะนำจิตเดิมที่บริสุทธิ์กลับคืน  พลังเมตตาอย่างไม่ประมาณ  ต่อการสิ้นสุดทุกข์  สิ้นอาสวะ  แห่งความเจ็บปวดโลภโกรธ  หลง  ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป  ขอปู่อรหังสัมโพธิญาณช่วย    คุ้มครอง”
“ดาร์กี้เข้าโรงพยาบาลปวดท้องอย่างรุนแรงข่าวปากต่อปากนี้ทำเอาคนที่สนิทชิดชอบกับดาร์กี้ ตกอกตกใจและถามสวนทวนความกันยกใหญ่  ยิ่งหนังสือพิมพ์ลงข่าวในสัปดาห์ที่สองว่า  “ดาร์กี้ป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลด้วยโรคตับแข็ง”  ยิ่งทำให้เพื่อนใกล้  ไกลต่างทยอยไปเยี่ยมด้วยเป็นห่วง
ก่อนบันทึกมิวสิกวิดีโอชุด  “อีซิว  อีสร้อย” ดาร์กี้ ดื่มเหล้าหนักและพักผ่อนน้อย  หลังทีมงานทอปไลน์ไดมอนด์  ต้นสังกัดถ่ายทำเสร็จเขาก็ดื่มจัดไม่เลือกทั้งเหล้าชั้นดีและชั้นเลว กับ       หลายวงหลายกลุ่มคน    หารู้ไม่…  ตับที่กรองซับแอลกอฮอล์มาเกือบยี่สิบปี  มันแย่แล้ว
เขาจำได้…  ดื่มเป๊กสุดท้ายของค่อนขวดก่อนจะขึ้นแสดงที่บ้านระไซร์  อำเภอปราสาท      รู้สึกเจ็บแปลบราวมีดโกนกรีดในท้อง  เจ็บจนต้องเกร็งท้องกุมกลั้นไว้  แต่ก็เหลือจะทานทนไหวเขาตะโกนลั่น  “โอ๊ย!  ไม่ไหวแล้ว!”  พี่น้องสมาชิกวงรีบพาร่างบิดเร่า  ๆ  บึ่งเข้าโรงพยาบาลอำเภอปราสาท  ที่อยู่ใกล้ที่สุด  แต่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลสุรินทร์เป็นการด่วน  พอจะรู้สึกตัวหมอก็ฉีดมอร์ฟีนให้ทันที
ต่อมา  ญาติพาย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์เขาสลบไสลไม่ได้สติถึงสี่วัน…
ณ  สถานที่แห่งหนึ่ง…  เขาพบว่าตัวเองไปปรากฏตัวในงานแสดงดนตรี  เห็นเวทีขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่  มีคนดูมากมาย  คล้าย  ๆ  งานวัด  มีพานดอกไม้ธูปเทียนสามอันวางอยู่ใกล้เวที  ข้างล่างและผู้หญิงนั่งที่โต๊ะยาวเหมือนกรรมการจัดงานทำนองนั้น
ศิลปินพื้นบ้านหมอลำ,  ลูกทุ่ง  คณะใหญ่  หลายคนเดิน  ยืน  นั่ง  รอขึ้นแสดงอย่างคึกคักที่เป็นหมอลำแต่งตัวด้วยเพชรปลอมพราวตาและยังเห็น  “แดง  จิตรกร”  ขึ้น ร้องเพลง  “เมื่อแลงว่างบ่”  แล้วลงเวทีไปอย่างเซื่อง  ๆ  ซึม  ๆ
ดาร์กี้ถือว่าตัวเองก็ดังไม่ใช่ย่อย  จะขึ้นไปช่วยร้องเพลงสนุก  ๆ  ให้แฟนเพลงฟังด้วย  แต่มีเสียง  ร้องห้าม
“เอ็งยังหนุ่มยังแน่น  ไม่ต้องร้องหรอก”
เมื่อเป็นอย่างนั้นเขาจึงเดินตาม  แดง  จิตรกร  ออกไประหว่างนั้นเห็นพระเอกหมอลำใส่ชุดเพชรเหลืองอร่าม  เขาเหลือบมองขาหมอลำเห็นใส่รองเท้าสลับข้าง  ชักแปลกใจ  มองที่มือเห็นมีแค่สี่นิ้ว  จึงเอ่ยถาม
“เฮ้ย  โตคือใส่รองเท้ากลับข้างว่ะ”
“มันก็ใส่จังซี่หละ”  ตอบแล้วทำท่าอาย  ๆ  แล้วเดินหลบไปข้างเจดีย์บรรจุอัฐิ
ดาร์กี้สังเกตเห็นนักร้องหมอลำพวกนี้ถูกเจาะหัวเป็นรูแทบทุกคน  และยังมีคนพยายามจะเอาเหล็กแหลมมาเจาะหัวเขาด้วย  เขาหนีและเริ่มรู้แล้วว่าที่นี่มันไม่ใช่โลกมนุษย์แน่  ๆ  เพ่งทางในดูก็รู้ว่าพิธีกรถือไมโครโฟนก็คือ  “ยมทูต”  นั่นเอง  เขารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย  พอดีมีเสียงกระซิบ
“เพิ้นมาเอาซุ้มหมอลำ”  หมอลำคนหนึ่งพูด
“มื้ออื่นโตสิไปเล่นไส” ดาร์กี้ถาม  “ไปสิงคโปร์  ไปฮับคนอยู่พู้น”
เขาถอย  ๆ  ไปอยู่ข้างหลังผู้ชม  แล้วเริ่มต้นหัวเราะดังกังวาน  พร้อมตะโกนว่า
“โอ้!  นี่มันหมอลำมัจจุราชตั๊วะนี่”  ตะโกนเท่านั้น  ก็ปรากฏชฎาเงินครอบหัวเขาและตัวขยายใหญ่ขึ้น  และกลายเป็นชุดฤษีสวมใส่แทน  แล้วภาพงานผี  ๆ  ก็วูบหายไปเหมือนปิดจอภาพโทรทัศน์
เขามาปรากฏตัวอีกที  กำลังเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง  เห็นตาภูมิ  (ศาลพระภูมิ)  กับยายภูมิ  กำลังกินข้างมื้อค่ำ  แกเงยหน้าหันมาถาม
“ไปไหนมามืด  ๆ  ค่ำ  ๆ”
ไม่ทันจะได้ตอบ  เพียงยกมือไหว้ตาภูมิ  ก็ตื่นจากฝัน  เห็นเมียซึ่งกำลังตั้งครรภ์นั่งเฝ้าอยู่กับลูกสาววัย  ๑๐  ขวบ  ที่แปลกคือลูกสาวคนนี้ก็ฝันและเล่าความฝันให้ฟังแล้วต้องขนลุก
“พ่อ  เมื่อคืนโบว์ดูหมอลำผี  มียมทูตด้วย  ตัวด้ำดำ  โบว์ถามว่ายมทูตมาเอาใคร?”

หากจะลำดับเหตุการณ์ก่อนป่วยนั้น  ๑๒  สิงหา  วันแม่แห่งชาติปี  ๒๕๔๕  วงดาร์กี้กัน  ตรึมร็อคมีโอกาสไปร่วมแสดง  ณ  ทุ่งสนามหลวง  กรุงเทพมหานคร  หลักจากเล่น “เพลงอีซิว – อีสร้อย”  จบลง ดาร์กี้ได้ประกาศต่อคนทั้งปวงอยู่ที่นั่นว่า  จะลงเวทีและเริ่มเดินเท้าสู่จังหวัดสุรินทร์  เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  และเทิดเกียรติคุณของแม่ทั้งหลาย

ดังนั้น  ๘  ชีวิตนักสู่  คือ ดาร์กี้,  ศักดิ์, ดาวสามพี่น้อง  “คงสุขดี”  พรพจน์  พลภักดี,  ฉ่ำ  ช่อมะดัน,  เฉลา  เงางาม,  ศักดา,  น้าจิต  (มือซอของวง)  พร้อมสำหรับการเดินเท้าบนเส้นทาง  สี่ร้อยกิโลเมตร  ในครั้งนี้  ด้วยเจตนาอันแน่วแน่
แล้วพวกเราก็พากันเริ่มก้าวแรก  บนเส้นทางสี่ร้องกิโลเมตรกว่าที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าจนสำเร็จ

ดาร์กี้ รักเพื่อนผอง  รักมนุษย์  ไปที่ไหนก็ได้ผูกเสี่ยวเหยเกยฮักไปทั่ว  ผูกพี่ฮัก และผูกพ่อแม่ฮักกับหลายคน  ทั้งเพื่อนนักร้อง  นักแสดง  ทหารและตำรวจ  และคนพื้นบ้าน

เกือบครึ่งเดือน  ออกจากโรงพยาบาลพักฟื้นได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์  เขารู้ว่า  เฉลิมพล   มาลาคำ  ถึงกำหนดเบิกวงอีกครั้งหลังปักดำเสร็จเป็นประจำ
แทนที่จะไปโรงพยาบาลขอนแก่นตามคำหมอแนะนำ  แต่ดาร์กี้เลือกไปช่วยงานเบิกวงเฉลิมพลก่อน
กับ  “พี่หำ”  เฉลิมพล  ความสัมพันธ์นั้นลึกซึ้ง  เคยร่วมงานกัน  เคยปรับทุกข์เฉลี่ยสุขกันมา  เมื่อครั้งเฉลิมพล  ฉีกตัวมาทำวงตัวเองถูกเจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเสียย่ำแย่ ก็ได้ดาร์กี้…อย่างน้อย  ช่วยรับระบายความทุกข์
ดาร์กี้ ฝืนสังขารทำหน้าชื่นตาบานไปขอช่วยเพื่อนรุ่นพี่  แม้จะถูกทักท้วงให้เพียงแค่โชว์ตัวเท่านั้น  เขาก็ยืนยันยังไหว  นั่นเพราะเสียงปรบมือของแฟนเพลงปลุกพลังศิลปินในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นมา

เขาเริ่มร้องเพลง  “อีซิว  อีสร้อย”  ชื่อเพลงและชื่อชุดล่าสุด  ต่อด้วย  “หม้ายมัธยม”  แม้รู้สึกเจ็บแปลบ  ๆ  ขึ้นมาอีก  และมึนงงไม่น้อย  ขณะที่เฉลิมพล  ก็จะฟ้อนอยู่ใกล้  ๆ  กลัวเขาจะล้ม  แต่สู้ฝืนเรียกอินโทรดนตรี  “เปิดกรุอีสานใต้”  ร้องไปจนจบเป็นเพลงที่สาม  ด้วยอาการโงนเงนเต็มที  เฉลิมพล  เห็นอย่างนั้นจึงรีบดึงไมโครโฟนออกและให้ลงเวทีได้แล้ว

มาลังเวที  เฉลิมพล  ร้องไห้สวมกอดดาร์กี้เพราะซึ้งน้ำใจไอ้น้องคนนี้นัก  มันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้  ๆ  (๑๖  ตุลาคม  ๒๕๔๕)  ยังอุตส่าห์มาช่วยงาน  เสร็จจากนี้ไปตรวจที่ขอนแก่น และนัดผ่าตัดแต่เขาเปลี่ยนใจ
“มึงตายไม่ได้นะ…ดาร์กี้”  เขาได้แต่น้ำตาซึม  พูดไม่ออก  เจ็บข้างในก็เจ็บ  รับรู้ความซึ้งใจและเจ็บแทนของเพื่อนผู้พี่ก็ปานกัน
เฉลิมพล  นั้นลึกซึ้งกันในฐานะคนอีสานด้วยกัน  เคยบุกเบิกตัวยุคใกล้กัน  เปิดตัว  มักไปขึ้นป้ายออกงานด้วยกันประจำและเคยแสดงภาพยนต์ร่วมกันหลายเรื่อง

ดาร์กี้ กับ  เฉลิมพล   มาลาคำ  สนิทกันตั้งแต่  ยังเป็นหมอลำธรรมดา  มาเล่นอยู่สถานีวิทยุ  เขาก็ไปคลุกคลีอยู่ที่สถานีวิทยุด้วย  จึงได้รู้จักคุ้นเคยกับนักจัดรายการวิทยุไม่ว่าสัจจา  ธนาภัทราสกุล,  อุดมศิลป์  งามยิ่ง

กับเอกชัย  ศรีวิชัย  ก็รักนับถือกันฉันพี่น้องและนักเลง  สิ่งใดเหลือบ่ากว่าแรงจะยื่นมือเข้าช่วย  เรื่องนี้เมียของเขาก็รับรู้ดี  คราวหนึ่ง  เอกชัย  เคยโทรมาบอกให้ดาร์กี้ ไปตรวจรักษาที่ศูนย์มะเร็งกรุงเทพ  เอกชัย  จะออกค่าใช้จ่ายให้  แต่ในครอบครัวปรึกษากันแล้ว  น่าจะลองรักษาแบบพื้นบ้านดูก่อน  ดังนั้น  ตั้งแต่วันที่  ๒๐  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๕  หมอพื้นบ้านได้ให้ยาสมุนไพรมาต้มดื่ม  และรอดูอาการสักสัปดาห์  ปรากฏว่าเพียงห้าวันเขาก็รู้สึกดีขึ้นมาจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
ทว่า ระหว่างรักษาตัวนั้นดาร์กี้ก็ยังรับงานแสดงอยู่เสมอ  ดังนั้นสุขภาพของเขาจึงไม่อาจฟื้นฟูได้เต็มที่ กระทั่งทรุดหนักลงไป
เมื่อครั้งที่ดาร์กี้ยังรักษาตัวแบบพื้นบ้านหมอให้เขาร่วม  ทำวัตรเช้า,  เย็น  กับคนจำนวนมาก  ซึ่งเขาก็ชอบ  เพราะปฏิบัติเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

หลังสี่คืนแห่งการสลบไสล  พ้นความตายมาได้  เขาได้แต่สะท้อนใจในความไม่เที่ยงของสังขาร  หากตายไปใครจะสืบสาน  สิ่งที่เขาตั้งปณิธานไว้  จะสร้างสานศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านสุรินทร์ให้วัฒนาสืบไป  เกรงจะไม่ได้ทำ…เกรงทำไม่เสร็จ

งานสังคมที่ดาร์กี้เข้าไปช่วยไม่ว่างานรณณรงค์กับสาธารณสุขจังหวัด  และการท่องเที่ยวฯ  และด้านทรัพยากร  สิ่งแวดล้อม  ก็ทำอย่างสม่ำเสมอ
เขายังตั้งจิตอธิษฐาน.. สาธุ  ขอให้ลูกรอดเถอะจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน  จะตายก็ค่อยตายลูกกลัวศิลปะพื้นบ้านแขนงนี้จะเสื่อมและสูญหายหากลุกหายจากโรคร้ายลูกจะขอตั้งสัจจะต่อพระอาจารย์ทุกรูป  เทวดาทุกองค์ ให้คำสาบาน  ๕  ข้อไว้อย่างนี้

๑.  จะสร้างสานศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านให้วัฒนาสืบไป

๒.  จะปฏิรูปจิตวิญญาณศิลปินพื้นบ้าน
๓.  จะยังชีพแบบพึ่งพาอาศัยไม่เบียดเบียนใคร
๔.  จะบำรุงพระศาสนา  ถือวัตรปฏิบัติเคร่งครัด
๕.  จะทำเรื่องสมุนไพร  เพื่อดูแลกันในชุมชนตัวอย่าง

นี่คือ  ปณิธานของเขา  “ดาร์กี้”  ผู้บุกเบิกจังหวะใหม่ให้กันตรึม  ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  และเขานั่นแหละคือ  ราชากันตรึมร็อคหรือใครจะเถียง.

๒.  สายเลือดศิลปินพื้นบ้าน

การเอื้อนโอดโหนโยนเสียง  เป็นแบบแผนการร้องของเจรียง,   กันตรึม  ไพเราะ  ครึกครื้น  แต่ไม่โลดโผนโฉ่งฉ่าง  ราวกับคนตัดความทุกข์ไม่หมดสิ้น  แม้จะมีความสุขก็ชั่วครู่ชั่วคราว  แต่ความทุกข์นั้นยาวนานนัก  นอกจากบทร้องโบราณ  จะบอกให้รู้ถึงวิถีประเพณีดั้งเดิม  ยังฝากกฎเกณฑ์  พื้นฐานอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับปฏิบัติสืบต่อกันมาอีกด้วย
โดยเฉพาะเจรียง  มีคัมภีร์เรียนโดยตรง  คนเจรียงต้องรู้ถึงปรัชญาศาสนา  ต้องรู้พิธีกรรมของชุมชน  ส่วน  กันตรึม มักเล่นเอารื่นเริงเฮฮาในงานสมรส  งานเรียกขวัญ  แต่จะไม่เล่นในงานศพ…  ยกเว้นงานฉลองอัฐิ  อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ
นี่เป็นการสอนขนบธรรมเนียม  ด้วยศิลปะผ่านศิลปินแท้  ๆ

แต่เล็ก  ๆ  ทั้ง  สุทิศ,  สมศักดิ์,  จิระพันธ์,  สมชาย,  แสงดาว,  จิตรา, จิระภา,  สุริยัน,  สมถวิล และสมบัติ  ต่างได้เห็นแม่,  พ่อ  ร้องเจรียง  กันตรึม  และเห็นพ่อ, แม่  จับซอ  จับกลอง  ฉิ่ง  ฉาบ  สอนลูกศิษย์มาแต่น้อยเท่าใหญ่  ฟัง  ฟัง  จนคุ้นเคยเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น  และเมื่อเผลอจับก็แทบจะเล่นเป็นในบัดนั้น  ทั้งกลอนร้องก็ติดหูขึ้นใจ  ท่ารำก็ติดตา  แทบจะวาดแขนไปได้เอง

เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  และจิตวิญญาณ  ครอบครัว “คงสุขดี”  อย่างไม่รู้ตัว
สำหรับ เด็กชายมับ  หรือสมชาย  ยังได้สัมผัสดนตรีฝรั่งตั้งแต่เรียนอยู่ ป. ๔  หัดตีกลองชุดกับพี่สุทิศ  ซึ่งเป็นคนพิการขาเปลี้ยทั้งสองข้าง  สุทิศ  เป็นศิลปินทางดนตรี  พอ  ๆ กับเป็นนักประดิษฐ์  สมัยนั้นนำโครงกลองชุดเก่ามาหุ้มขึงด้วยถุงใส่ปุ๋ย  กระเดื่องทำจากยางรถตัดและราว  นอกจากนำดนตรีฝรั่งเล่นครั่นกันตรึมของแม่  กระทั่ง  พ.ศ.  ๒๕๒๓ สุทิศได้ประยุกต์เครื่องดนตรีฝรั่งเข้ากับกันตรึมสำเร็จ
“มับ”  ได้ช่วยตี  กลองโทน  ฉิ่ง  สลับกับตี  ทอมบ้า  บางครั้ง  อาจได้สีซอด้วย  และยังคั่นรายการด้วยเพลงร่วมสมัยเช่นกัน    ทั้งคืนได้คนละ  ๒๐ – ๓๐  บาท

เครื่องดนตรีที่เขาถนัดคือ  ซอ  และขลุ่ย  กลอง

ยังไม่เต็มหนุ่มดี เขาก็ฉายแววยิ่งขึ้น  เมื่อได้ออกงานแสดงกับคณะแม่บ่อย  ๆ  ถึงขั้นต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยพระเอกเล่นแทนพระเอกด้วยซ้ำ  ถ้าเขาไม่ร้องคนดูจะหนี  เพราะพระเอกตัวจริง  มัวแต่เมาเหล้า  ยืนหลังเวทีคนดู  ก็จะมารบเร้าให้ออกไปอีก
อีกสิ่งหนึ่งที่ซัมซับลึก  ๆ   คือ  วิชาวาทศิลป์  จิตวิทยา  ซึ่งได้มาจากพวกหนังเร่ขายยา  ซึ่งมาพักในโรงแรม  เขาได้ติดสอยห้อยตามตระเวนในเขตอีสานใต้อยู่ราวปีกว่า  จนถึงขั้นฉายหนังได้  พากย์หนังได้  แต่ก็เป็นเสียงแบบเด็ก  ๆ
แม้ชีวิตยากลำบาก  หิวและอิ่มเคยรู้จัก  เขาก็ไม่เคยงอมืองอเท้า  เห็นคุณค่าของงานและเงินอยู่ในน้ำเหงื่อและความเหนื่อยยากเข้าแลกเอา
มีจัดมวยชกที่ไหนก็ขึ้นเปรียบชกมวยได้ยกละยี่สิบบาท   ยังไว้ลายศิลปินกระทั่งไหว้ครูอ่อนช้อยสวยงาม  จนได้รางวัลมาแล้ว  ชกมวย…ทั้งเหนื่อยเพลียและเจ็บตัว
ไม่ใช่เป็นแค่มวยไทยที่มักจะชกชนะ  เพราะได้ฝึกจากพี่น้องครูมวยดี  สองคนคือ  จักรกฤษ  ส.เทเวศร์ กับปราณี  ส.เทเวศร์  เขายังได้ฝึกเทกวนโดจากครูประพันธ์  สมัยเรียนมัธยมต้นด้วย
วัยย่าง  ๑๕  ปีของ  “มับ”  ไม่เพียงเดินตามอาศัยบารมีครูเพลงดั้งเดิมคระของพ่อแม่เท่านั้นยังตั้งคณะกับพี่  ๆ  น้อง  ๆ  เดินสายแสดงล้อมผ้าเก็บเงินคนละ  ๒๐  บาท  บางงานก็ได้เงินบางงานก็ไม่ได้  พาลูกน้องเดินสายไป  ตำน้ำพริกปลาทูกินกับข้าวไป  และเริ่มร้องเพลงในห้องอาหารอีกด้วย
ต่อมา  พี่สุทิศ  ก็เสียชีวิต…  ได้สมศักดิ์  พี่คนรองทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการ  และเป็นมือกลอง  กีตาร์  พร้อมกันไป  พี่สะใภ้ก็ช่วยดูความเรียบร้อยเรื่องเสื้อผ้า  อาหาร  พี่สาว  (จิระพันธ์)  และน้องสาว  (จิตรา)  ทั้งร้องนำ  รำ  และช่วยกันคุมหางเครื่อง  ทั้งเครื่องแต่งกายและฝึกท่าเต้นช่วยกันเท่าที่จะทำได้
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการประยุกต์เข้ากับกันตรึมคณะของแม่  “แม่ประยูรญาติแสงจันทร์”  และการเริ่มต้นหลอมหล่อเป็น ดาร์กี้ ในกาลต่อมา

๓. กำเนิดวง  “กะโปโล”

แม่ทองพร   นั้นได้ยอมรับนับถือให้เป็นพี่สาวใหญ่  ในฐานะครูเจรียง,  กันตรึม  มีชื่อเสียงมาก่อน พ่อบุญจันทร์  แม่ประยูรญาติ   ก็ถือศักดิ์เป็นน้องตามวัยและคุณวุฒิ  ลูก  ๆ  ก็จับกลุ่มเป็นเพื่อนเล่น  ไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอจนรวมเป็นวงสตริงในชื่อ  “กะโปโล”
“เหมา”  ลูกชายของแม่ทองพร  เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนให้ตั้งวงฝึกซ้อมและรับเล่นในงานต่าง   ๆ “น้อย”  พี่ชายของเหมา  ถูกวางตัวให้เล่นกีตาร์คอร์ด  “ปรอย”  กับ   “พงษ์”  ตำแหน่ง  คีย์บอร์ด  “ศักดิ์”  ถูกวางตัวให้เป็นมือกลองชุด  “มับ”  อยู่ตำแหน่งร้องนำ  เพอร์คัชชั่น  และแทนได้เกือบทุกตำแหน่ง  พวกเขาเลือกเล่นเพลงของคาราวาน  คาราบาว และเพลงวงของฝรั่งบ้าง  เช่น  สกอร์เปี้ยน
วงกะโปโล  ทำวงไปอย่างกระท่อนกระแท่นตามวิถีแห่งยถา  เวลานั้นสังคมไม่ค่อยยอมรับพวกนักดนตรี  เห็นเป็นพวกว่างงาน  หนวกหู่ชาวบ้าน  มีแต่คนใกล้ชิดเท่านั้นเข้าใจความมุ่งมั่น  และรักศรัทธาพวกเขา

“วงกะโปโล”  ได้นำเอาเพลงสติงมาเล่นร่วมกับศิลปะพื้นบ้านกันตรึม  ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่คนไม่เคยเห็น  สมัยนั้นคนชอบเพลงคาราบาว  คาราวาน  ลูกทุ่งดัง  ๆ  กะโปโล  ก็เล่นได้หมด  และยังสามารถเล่นละครสดหน้าเวทีได้

ความสามารถเฉพาะตัวของมับ  กลายเป็นตัวชูโรง  ทั้งเต้นเบรกด๊านช์  และด้นกลอนสดเก่ง  ได้หลายสไตล์  แต่จุดเด่นที่เห็นชัดจริง   ๆ ก็คือ  ตัวดำ  ๆ  นี่เอง  ที่ทำให้ถูกพวกนักจัดรายการเรียกขานว่า  “ดาร์กี้”  ซึ่งน่าจะนำมาจากยี่ห้อยาสีฟัน  ที่ตัวดำเห็นแต่ฟันขาวเหมือนนั่นเอง  คำว่า  “ร็อค”  ต่อท้ายกันตรึม  ก็น่าจะมาจากความฉกาจฉกรรจ์บนหน้าเวที ทั้งร้อง  รำ  เต้น  ถ้าเป็นเพลงซึ้งก็เรียกน้ำตาได้เหมือนกัน  ถ้าเพลงมันก็ถึงขั้นยั่วหัวใจให้คึกคักลุกมาเต้น  เหยียบตีนกันจนได้ตีกันเลยทีเดียว

จนไปถึงสมัครแข่งขันดนตรีสตริงจัดระดับจังหวัด  แต่ก็แพ้เพียงคะแนนเดียว  ถูกตัดคะแนนแต่งกายไม่สุภาพ  ชื่อวง  “กะโปโล”  ก็บอกอยู่แล้ว…  จะให้แต่งตัวดีได้อย่างไร  อีกอย่างขณะนั้น  ทุกคนก็ได้อิทธิพลจากวงเพื่อชีวิตไม่น้อย   ซึ่งแต่งตัวปอน ๆ  อยู่ด้วย

ขณะนั้น  มีนายทหารติดตามมาดู และได้เข้ามาชักชวนไปเป็นทหารพรานเกือบครบทั้งวง

๔.   เสี้ยวหนึ่ง…นักรบดำ

ผิดหวังจากชิงชนะเลิศสตริง  ก็มีนายทหารมาชักชวนทั้งวงไปเล่นให้หน่วยทหารพรานตอนนั้น  กำลังผิดหวังจากการประกวด รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม บวกกับเซ็ง  ๆ  จึงคิดว่าถ้าไปเป็น  นักดนตรีทหาร  ได้เงินเดือนด้วย  ได้เล่นดนตรีสวมเครื่อง  ถือปืนเท่ด้วย  น่าจะดีไม่น้อย
หารือกันไม่นานก็ได้มติ…  ตกลง  ไปเป็นทหารพราน !
แต่สาเหตุสำคัญ  ที่ทำให้พวกเขาตกลงใจไปเป็นทหารพรานหน่วยสันตินิมิตร  น่าจะเป็นข้อแม้ที่นายทหารให้ไว้ว่า
“ฝึกแค่ระเบียบแถวเท่านั้น  เล่นดนตรีอย่างเดียว  วันสมัครไม่ต้องไป  ให้ไปรายงานตัวได้เลขที่กรม”
แต่เอาเข้าจริง  ๆ  ฝึกเต็มรูปแบบ  แต่เพียงปีเศษเขาก็จำต้องอำลาชีวิตทหารพรานด้วยความเจ็บปวด  ซึ่งก็สร้างความแกร่งให้ดาร์กี้ไปอีกขั้นหนึ่ง

๕.  พักรบ – พบรัก

สาวน้อยนั่งอยู่เคาน์เตอร์เป็นพนักงานบัญชีอยู่ตรงนั้น  เหลือบมองนักดนตรีเล่นร้องเป็นระยะ  สำหรับคนสุวรรณภูมิ  ร้อยเอ็ด  เช่นเธอ  ฟังไม่ค่อยรู้ความหมายในเพลงพื้นบ้านสุรินทร์  เอาเสียเลย  แม้เขาจะเต้น  จะฟ้อน  อ่อนช้อยยังไง  คนปรบมือให้เกรียวกราว  เธอก็รู้สึกเฉย  ๆ
กับเจ้าดำเหมือนตอตะโกคนนี้ดูท่าทางหยิ่ง  ๆ  แต่แม่รวมพร  ล่ะก็ให้ท้ายจนได้ใจนัก  นักร้องคนอื่น  ๆ  ได้ค่าพวงมาลัย  แค่ห้าบาท  แต่ให้เจ้ามืดคนนี้ให้ตั้งสิบบาทต่อพวง  เธอยืนยันจะให้เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน  ถึงเวลาจริง  เจ้ามืดโยนเงินใส่หน้าเธอ  เล่นเอาเธอหน้าเสียวิ่งไปฟ้องกลายกลับว่า  แม่รวมพรยืนยันต้องให้ตามนั้นเพราะดาร์กี้ เป็นนักร้องแม่เหล็กดึงดูดคนเข้าร้านได้เยอะ
หมั่นไส้กันมาแต่คืนนั้น  เลิกงานดาร์กี้นับเงินได้  ๑๕๐  บาท  ได้ยินแม่รวมพร  พูดกับสาวแคชเชียร์กระทบมาถึงเขาว่า  อย่ามายุ่งเกี่ยวกับคนอย่างเขา

“แกอย่าไปยุ่งกับมันนะดาร์กี้มันขี้เมาเจ้าชู้”  ทั้ง  ๆ  ที่ตอนนั้น  ยังไม่เคยวุ่นวายเรื่องผู้หญิงเลยจึงนึกเคืองทั้งสองคน  คนหนึ่งด่าไม่รู้จริง  อีกคนหนึ่งก็หยิ่งนัก  นึก  ๆ  อยากลองดี และรอโอกาส  จะสั่งสอนเสียบ้าง…

ระหว่างนั้น  แม่รวมพรทำกิจกรรมพร้อมกันอยู่สองร้าน  อีกร้านอยู่หน้าสถานีตำรวจภูธร  อำเภอเมืองสุรินทร์   เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเป็น  ต.ช.ด.  ชอบดื่มเหล้าด้วยกัน  ตั้งใจมาจีบเพื่อนของแคชเชียร์ที่เขาลอบมองอยู่เหมือนกัน
กระทั่งถึงคราวหนึ่ง  แม่รวมพรจัดเลี้ยงให้พนักงานร้านที่ห้วยเสนง  คนลงน้ำเล่นกันอยู่ดี  ๆ  เจ้ากบ  เพื่อนของดาร์กี้ ดันเจ้าหล่อนที่สอดตัวอยู่ในห่วงยางลอยไปอยู่กลางน้ำ  แล้วมันก็ว่ายกลับฝั่งหน้าตาเฉย  แน่ละ… เธอว่ายน้ำไม่เป็นและก็กลัวมาก  ร้องให้คนช่วยเสียงหลง
“กี้ ไปเอามา  ๆ”  กองเชียร์บอก  เขาลังเลชั่วครู่  แล้วก็ว่ายน้ำไปนำเข้ามา

ครั้งนี้  เธอจะมองเขาด้วยความรู้สึกดีขึ้นบ้าง…  เขาเชื่อในแววตาคู่นั้น

อีกครั้งหนึ่ง  แม่รวมพร  ใช้ให้ดาร์กี้ไปรับนักร้องหญิงรุ่นพี่มาเล่นที่ร้านหน้าโรงพัก  เธอชื่อ  “สุมาลี” พ้องกับเจ้าหล่อน ดาร์กี้ ดันผ่าไปรับแคชเชียร์สาวชวนไประลึกเหตุที่ห้วยเสนงเสียอีกแขกเต็มร้าน  แคชเชียร์ไม่อยู่  นักร้องดังประจำร้านก็ไม่อยู่  โดดงานไปตอนราวเที่ยงคืนเศษ
“อยากให้คุณเป็นเพื่อน…  เป็นทุกอย่างในชีวิต  จะเป็นได้ไหม?”
ท่ามกลางเดือนหงาย  พิศดูแล้วเธอก็น่ารักดีนะ  ชักเริ่มอ่อนไหวแล้วสิ  ความที่อยากชนะความหยิ่งของเธอค่อย  ๆ  มลายไป  กลายเป็นความเสน่หามากกว่า  เขาได้เอ่ยบอกอุปนิสัยความเป็นตัวเขาให้เธอฟัง  จนถึงบทสารภาพรักกับเธอ  สิ่งภายในพรั่งพรูออกราวมีคำพูดท่วมท้น  ไม่อาจพูดให้สิ้นความง่าย  ๆ  จนกระทั่งเธอก็โอนอ่อนรับจะคบกับเขาต่อไปเพื่อศึกษาดูใจกันต่อไป
ตั้งแต่วันนั้นมา  เริ่มมีของขวัญยื่นให้เธอ  ต้นความรัก  ได้ค่อย ๆ  ผลิใบ  ออกดอก  ผล  และสุกงอม…
ทั้งคู่สมรสเมื่อปี  ๒๕๓๓  มีบุตรด้วยกัน  ๔  คน  คือ

๑)  เด็กหญิงณัฐสุดา   อายุ  ๑๒  ปี  เรียนชั้น  ป. ๖  โรงเรียนเมืองสุรินทร์

๒)  เด็กหญิงภัทร์ธีรา  อายุ  ๑๐  ปี  เรียนชั้น  ป. ๔  โรงเรียนเมืองสุรินทร์
๓)  เด็กหญิงศิดาทิพย์  อายุ  ๕  ปี  เรียนชั้นอนุบาล  ๒  โรงเรียนเมืองสุรินทร์
๔)  เด็กหญิงชิดชนก อายุ  ๑๔  วัน

๖.  เปิดกรุอีสานใต้เบิกทางกันตรึมร็อค

ลักษณะพิเศษของกันตรึมร็อค  คือ  เครื่องดนตรีฝรั่ง นำจังหวะเพลงตะวันตกมาใช้  แต่ทำนอง,  คำร้อง  เป็นของกันตรึมทั้งหมด  เนื้อหากจะประยุกต์ของดั้งเดิม  มีทั้งเนื้อหาแต่งใหม่แต่ทำนองจังหวะยังยืนทางเก่าไว้อยู่  จะผสมเครื่องดนตรีฝรั่ง  เช่น กลองชุด  เบส  กีต้าร์
แต่ของเก่าจะขาดไม่ได้เป็นอันขาด  คือ  “ซอ”  ซึ่งปัจจุบันมีประดิษฐ์จากวัสดุสังเคราะห์ ประเภทพลาสติก  และประกอบเครื่องขยายเสียงไฟฟ้าเข้าไป
และที่หาได้ยากเต็มที่ คือ  คนเป่า  “ปี่อ้อ”  เดี๋ยวนี้  แทบนับตัวคนได้
และสิ่งที่ต้องเคารพปฏิบัติเหมือนเดิมทุกอย่าง  คือ  การไหว้ครู  ตามพิธีพราหมณ์ที่แม่สอนมา  กันตรึมมีเพลงไหว้ครูอยู่  ต้องระลึกถึงครูบาอาจารย์
ชื่อเสียงใน  ๓  จังหวัดอีสานใต้  รู้จักกว้างขวาง  ระยะนี้พี่น้องและญาติสนิท  ต้องแบ่งกันรับงานแสดง

ช่วงนั้น  ทั้งพี่สาว  “จิระพันธ์” และน้องสาว  “จิตรา”  ต้องทำหน้าที่สอนเต้นหางเครื่อง  คัดเลือกเสื้อผ้า  เด็กสาวกว่าจะได้มาเป็นหางเครื่องต้องไปไหว้ขอจากพ่อแม่เขา  อ้อนวอน  และยืนยันรับรองว่าจะดูแลอย่างดี  จะดูแลการเป็นอยู่ในบ้านหลังเดียวกันส่วนใหญ่มาจากกิ่งอำเภอเขวาฯ  และอำเภอศีขรภูมิ

ชุดแรก   คือ  “ดาร์กี้ – ดาวรุ่ง” (คนบุรีรัมย์)  และเขาได้เป็นพระเอกกันตรึมให้ดาวรุ่งมาตลอด
ชุดสอง  “ดาร์กี้ – สมหวัง”  ชุดสาม  “ดาร์กี้ – สีนิล”  ชุดที่สี่  “เปิดกรุอีสานใต้”
ต่อมา  ไปสังกัดห้างกรุงไทย  ทำอยู่  ๓-๔  ชุด  ต่อมา อัดที่ขอนแก่น  ๓  ชุด  หลังจากนี้จึงไปอัดที่สหโอเชี่ยนชุด  “เบิกจ๊ะ”

๗.  โดดลงจอภาพยนตร์  ละครทีวี

หลังชุดเปิดกรุอีสานใต้ดังมากในเขตอีสานใต้  “รายการแผ่นดินที่ราบสูง”  ทีวีช่อง  ๕  มา  สอบถามร้านเทปนักร้องคนไหนขายดี  และตามมาสัมภาษณ์ที่บ้านชุมชนกำแพงดิน  เป็นสารดคีเรื่องแรกชื่อ  “จากที่ราบสูง”  สุรสีห์  กำกับ  สุชาติ  ผาธรรม  เขียนบท
และถูกทาบทามให้ร่วมแสดงภาพยนต์  ได้แก่  “มนตร์รักแม่น้ำชี”  คือเรื่องแรก  มีผู้แสดง คือ  เฉลิมพล  มาลาคำ,  สมหมายน้อย   ดวงเจริญ  และ ดาร์กี้ เรื่องต่อมา  “เสียงแคนดอกคูน”  มนตร์รักขนมครก” “นักร้องนักเลง  “นักร้องปืนโหด”  “สี่นักเลงบ้านนอก”  มนต์  รักลำน้ำมูล”  “มนต์รักลำน้ำชี  ภาค  ๒“  “หมอลำพ่อลูกอ่อน”  และภาพยนตร์ของ  “พันนา  ฤทธิไกร”  อีกสามเรื่อง  เขายังมีส่วนช่วยวางคิว  ตลก  คิวบู๊  เรื่องล่าสุด  ก็คือ  “ตำนานกระสือ”  ที่บิณฑ์  บรรลือฤทธิ์  กำกับการแสดง
ละครโทรทัศน์  อาทิ  “นายฮ้อย  ทมิฬ”  “นางพญาไพร”  ต่อมาคือ เรื่อง “นางนาค”  เป็นต้น

๘.  ด้วยอโหสิ  มิตร  และมาร

เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๔๓ ดาร์กี้มีชื่อในขบวนจะไปแสดงศิลปะพื้นบ้านที่รัฐมิชซูรี่ สหรัฐอเมริกา กับสถาบันราชภัฏสุรินทร์  แต่กลับมีเหตุให้ต้องตกรถทัวร์ไปสนามบิน
สืบไปสืบมา  จึงรู้ว่ามีคนโทรศัพท์ไปบอกแหล่งทุนว่าดาร์กี้ไม่ใช่นักศึกษา  (ทั้งที่ความจริงเขาเป็นนักศึกษาภาคพิเศษ)  และมีผลงานออกเทปขายแผ่นเสียงอย่างมืออาชีพแล้ว  ไม่ต่างจากสถานภาพศิลปินคนอื่นที่ไปเที่ยวเดียวนั้นเช่นกัน
ช่วงนี้  กลับมาอยู่ห้างกรุงไทยผลิตงานออกอีกสองชุดจนหมดสัญญา  ก็เคว้งคว้างอยู่ราวสามปี
แต่ก่อนหน้านั้นเขามีโอกาสไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณ  พ.ศ.  ๒๕๓๙  ชาตาคิ   ซาไค,  เคนอิชิ  มัทซึชิระ  มาศึกษาชีวิตดาร์กี้เป็นเวลาปีเศษ
ในนามเครือข่ายวงดนตรี  จันจันไตฟู  (ไต้ฝุ่น)  ติดต่อมา  พวกนี้เคยนำวงคาราบาว  วงบานเย็น  รากแก่น   ไปเล่น  ปีนั้นเป็นคิวของดาร์กี้ พร้อมคณะรวมอีก  ๑๖  ชีวิต  ไปครั้งนั้นไม่มีค่าจ้าง  ฝ่ายญี่ปุ่นจัดหาค่าเครื่องบิน  ที่พักให้  ใช้เวลาเล่นเกือบครึ่งเดือน  กลับมาได้เงินไทยประมาณ  ๖  หมื่นบาท  แบ่งกันไป  รวม  ๑๖  คน  นับเป็นครั้งแรกที่ไปต่างประเทศ

ตั้งแต่นั้นมาได้ขัดเกลาตัวเอง  เริ่มฉกาจฉกรรจ์ในทางดนตรี  อ่อนอยู่อย่างเดียวคือทางธุรกิจ  ไม่เคยจัดการมันได้เลย  ไม่ละโมบ  ไม่ให้ก็ไม่เอา  ไม่เคยได้เป็นกอบเป็นกำแต่กินเหล้าเลี้ยงพรรคพวกเดือนละเป็นหมื่นประจำ

๙.  ปณิธานลูกผู้ชาย  ชื่อ  “ดาร์กี้”

๑)       โจ๊ะ   ตรึม   ตรึม  โจ๊ะ  ตรึ้ม   ตรึม                 กลองกันตรึมก้องกังวาน

ส่งเสียงหวานฉิ่งฉับขานประสานซอ        ปี่อ้อเคล้าคลอล้อจำเรียง
ร้อยเรียงเพลงพื้นเมือง                       ให้ซึ้ง  ซึมซับ  เฝ้าสดับจินตนา
สรอเน๊าะเอ๋ยเปรี๊ยะปะกา                     ให้โหยหาอยู่เนาว์เนือง

๒)      ริ้วรอยยับย่นบนใบหน้า                      ประกายตาฉายฉานบอกเล่าเรื่อง

ปากพร่ำร่ำร้องคำพื้นเมือง          ยักเยื้องกระชากซอโบราณ
หยาดเหงื่อย้อยเยิ้มเลียบจอน                 รัวนิ้วงอนพรมพรูรูไสล
เบ่งหลอดลมโป่งเป่าไป                      สื่อเสียงให้ได้วิญญาณ
เบญจะคน  ดนตรีเฒ่า                        ผมดอกเลา  เฝ้าเล่าขาน
มโหรีปี่พื้นบ้าน                               กลอนตำนาน  สานสืบมา

๓)      เริ่มเหนื่อยหอบหนอแรงเฒ่า                 มือสั่นเทา  เหงาหนักหนา

สื่ออ้อยสร้อยสีเสียงชรา                      ห่วงยายตาจะมีใคร  ก่อนร่างมลาย
ใครจะเฝ้าประโคมเพลงจองได              กลอนเก่าพื้นเมืองไร้ปู่ย่ายาย
สิ้นปู่ไปใครจะสืบทอดตำนาน               ปู่เอ๋ยปู่ผู้รู้กันตรึมเฒ่า
ขออาเขมาเจ่าจิตประสิทธิสาน               ศึกษาศาสตร์เสี่ยงปี่อ้อซอโบราณ
จึงกัมปนาทกู่ประกาศบังอาจขาน            ให้กึกก้องเกรียงไกรชั่วกัปกาล
ถวายแด่ปู่ครูอาจารย์โคตรกันตรึม.

บทกวีพื้นบ้านกันตรึมข้างต้น  “ดาร์กี้”  ประพันธ์ไว้ประมาณ  พ.ศ.  ๒๕๔๒  และ  อธิบายเพิ่มเติมว่า

กันตรึม  เป็นศาสตร์ยากมาก  ผู้เรียนนอกจากต้องมีเสียงดี  ไหวพริบดีแล้ว  จะต้องมีจินตนาการตามบทกวีเก่าแก่  เพื่อตีความศัพท์ขยายความคำโบราณให้ถูกต้อง จึงจะได้อารมณ์ของพื้นเมืองได้อย่างเข้มขลัง  ทั้งทางดนตรีแต่ละชิ้น  ท่วงทำนองแต่ละเพลงล้วนมาจากมโนจิตของผู้แต่งผู้เรียบเรียงชั้นปรมาจารย์  สืบทอดกันมา  และผู้สืบสานก็จะต้องมีจิตวิทยาบวกกับความเป็นอัจฉริยะในทางกวีพื้นบ้านอย่างแน่นแฟ้น  รวมทั้งต้องเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านได้เกือบทุกชิ้น
จะต้องขวนขวายศึกษากลอนเก่าให้ได้มากเพื่อเก็บเรียบเรียงของเก่าให้ได้มากที่สุด  เมื่อภูมิรู้ทางนี้มากพอสมควรแล้วเราก็จะทบทวนแยกแยะกลอนเป็นกลุ่ม คือกลุ่มกลอนรัก  จะมีเรื่องอกหัก  พลัดพราก  เปรียบเทียบความรักกับธรรมชาติ  กลุ่มกลอนชื่นชม  เปรียบเปรยระหว่างคนกับธรรมชาติ  ความเป็นอยู่  กลอนจำแนกแมกไม้  นานพันธุ์  กลุ่มกลอนยาสมุนไพร,  กลุ่มกลอนสอนหญิงสอนชาย   จนถึงการครองเรือน  พ่อ  แม่  ลูก  ญาติ  กลุ่มกลอน  สอนปฏิบัติต่อผู้ใหญ่  กลอนแสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน  กลอนอำลาอาลัย กลุ่มกลอนงานประเพณีพื้นบ้านต่าง  ๆ  จะมีพูดถึงพุทธศาสนา

นี่คือภูมิคร่าว ๆ  โดยรวมของศาสตร์กันตรึมพื้นบ้านพอสังเขป

“เอกชัย  ศรีวิชัยใจตรงกับผมคือให้ผมรักษาศิลปะพื้นบ้านสุรินทร์อีสานใต้ เหมือนที่แกทำเรื่องมโนราห์” ดาร์กี้บอก

ส่วน  เฉลิมพล  เดี๋ยวนี้ย้ายไปอยู่อุบลฯ  ก็พูด  ทำนองเดียวกัน  “มึงต้องดูแลทางนี้  กูจะไปทางหมอลำ”

รวมถึง  แม่ประยูร  ลำตัด  พ่อไวพจน์  เพชรสุพรรณ  ก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน  คือให้ดาร์กี้ทำเรื่องสืบสานศิลปะพื้นบ้าน

บัดนี้  ไร้ร่างเขาแล้ว  เหลือเพียงตำนานดาร์กี้กันตรึมร็อค  แล้วใครจะสานสร้างต่อกันเล่า...

Share

About ดอกธูป

ดอกธูปเคยเป็นเด็กบ้านนอกกระจอก ๆ คนหนึ่ง , ตอนนี้ดอกธูปเป็นคนแก่บ้านนอกที่กระจอกเหมือนเดิม ...

กู้ 30,000 ผ่อน 917 บาท x 60 เดือน เช็คโอกาสอนุมัติออนไลน์ ฟรี



  • peter p

    ผมคนนึงที่ชื่นชมผลงานของคุณดาร์กี้มาตลอด ขอบคุณครับที่นำประวัติและเรื่องราวที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนมาถ่ายทอดให้ฟัง