ปราสาทภูมิโพน (ภูมิโปน) จังหวัด สุรินทร์ อยู่ที่ตำบลดม อำเภอสังขะ เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมขอมสมัยก่อนเมืองพระนครที่เก่าที่สุดในประเทศไทย ที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ จัดเป็นศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกต่อไพรกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ โดยดูจากระบบโครงสร้างทาง สถาปัตยกรรมที่มีแบบแผนของศิลปะขอม ก่อนเมืองพระนคร เช่น การมีเสาประดับมุม ซึ่งต่างจากสมัยหลังเมืองพระนครที่มีการเพิ่มมุม รวมทั้งมีการประดับปราสาทจำลองตรงส่วนของเหนือกรอบประตูแต่ละด้าน และที่มุมหลังคาในแต่ละชั้น ในขณะที่สมัยหลังเมืองพระนครจะเปลี่ยนจากปราสาทจำลองมาเป็นบันแถลงแล้ว นอกจากนี้การประดับทับหลังที่มีส่วนวงโค้งรูปเกือกม้ากับหน้าบันก็เป็นงานในลักษณะที่ใกล้เคียงกับศิลปะของประเทศอินเดีย รวมทั้งลวดลายที่หน้าบันที่เหลืออยู่ก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับศิลปะทวารวดีในภาคกลางและในอินเดียสมัยคุปตะ
ที่ปราสาทภูมิโพนยังพบอาคารขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทับหลังชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่แสดงลวดลายสิงห์ที่มีปากเป็นนก มีวงโค้ง ๔ วง ประดับรูปเหรียญ ๓ วง อันเป็นลักษณะของทับหลังศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกต่อไพรกเมง เป็นหลักฐานสำคัญในการกำหนดอายุศาสนสถานแห่งนี้
ส่วนปราสาทอิฐหลังเล็กที่ตั้งตรงกลางและปราสาทที่มีฐานศิลาแลงทางด้านทิศใต้นั้นสร้างขึ้นในสมัยหลัง ปราสาทภูมิโปนคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูไศวนิกายเช่นเดียวกับศาสนสถานแห่งอื่นในรุ่นเดียวกัน แม้ไม่พบรูปเคารพซึ่งควรจะเป็นศิวลึงค์อยู่ภายในปรางค์ แต่ที่ปรางค์องค์ใหญ่ยังมี ท่อโสมสูตร คือ ท่อน้ำมนตร์ที่ต่อออกมาจากแท่นฐานรูปเคารพในห้องกลางติดอยู่ที่ผนังในระดับพื้นห้อง
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ (สายสุรินทร์-สังขะ) ระยะทาง ๔๙ กิโลเมตร จากแยกอำเภอสังขะเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑๒๔ (สังขะ- บัวเชด) จนถึงบ้านภูมิโปนอีก ๑๐ กิโลเมตร จะเห็นปราสาทอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ






























2 Comments
“…….ปราสาทภูมิโปนคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูไศวนิกายเช่นเดียวกับศาสนสถานแห่งอื่นในรุ่นเดียวกัน……………..”
จากข้อความข้างบนนี้ บางทีก็อาจจะจริง แต่บางทีก็ไม่แน่ใจนะครับว่าจะเป็น ไศวนิกาย แม้จะพบโคนนทิ และศิวลึงค์ (ขอเน้นย้ำว่าพบศิวลึงค์ด้วยครับ) และท่อโสมสูตร ก็ตาม
ปราสาทเขาน้อยสีชมพู อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นตัวอย่างหนึ่งที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับภูมิโปน อาจจะอ่อนกว่านิดหน่อย แต่ก็พบทับหลังทั้งสมัย สมโบร์ไพรกุก และสมัยไพรกเมง และโดยเฉพาะพบศิวลึงค์ และฐานโยนี เป็นจำนวนมาก
แต่ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพูนี้ ได้พบจารึกหลักหนึ่ง เป็นภาษาสันสกฤต 9 บรรทัด ภาษาเขมร 26 บรรทัดระบุศักราช 559 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1180 ในสมัยของพระเจ้าภววรมันที่ 2 (สมัยไพรกเมง) ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าอีศานวรมัน ที่ 1 (สมัยสมโบร์ไพรกุก) กล่าวสรรเสริญพระ วิษณุ ขอย้ำว่าพระวิษณุ ครับ ไม่ใช่พระศิวะ
วิษฺณุรฺวิชยเตจกฺร ……………..
ขอพระวิษณุ จงชนะ พระองค์ได้คุ้มครองรักษาจักรไว้อย่างบริบูรณ์
เอ่อ…ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพูนี้ ก็ได้ขุดพบพระนางลักษมี ซึ่งเป็นพระชายาของพระวิษณุ แต่อยู่ในรูปของปางชั่วร้ายที่เรียกว่า พระนางมหิษาสุรมรรทินี หรือภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Durga หรือ Mahisaura Mardini มี 4 กร และเหยียบ หัวควายเอาไว้
เชื่อไม๊..ที่ปราสาทภูมิโปน ก็มีชาวบ้านพบ พระนางลักษมีในปางชั่วร้ายนี้ครับ………????
เป็นศิลปไพรกเมง ชัดๆ เพราะเทวรูปมีลักษณะขมวดปมผ้าเอาไว้ที่หน้าท้อง เหมือนกับเทวรูป ที่พบที่ปราสาท อันเดต (Andet) ในเขมร
แล้วเราจะเชื่อยังไงดีล่ะครับว่าสมัยนั้น นับถือ พระศิวะ หรือว่า พระวิษณุ
ช่วยคิดหน่อยล่ะกัน…..
สวยครับ อนุรักษ์ไว้