ประวัติศาสตร์ เมืองจารพัตก่อนเปลี่ยนชื่อและย้ายมายังศีขรภูมิปัจจุปัน

5cbae03e-bbfe-b26e-a43f-529c299496ac

สมัยกรุงศรีอยุธยา
เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง ไทยก็เริ่มมีอำนาจและเข้าครอบครองดินแดนเหล่านี้ และได้มีการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดสุรินทร์ และในสมัยที่ขอมหมดอำนาจลงนั้น จังหวัดสุรินทร์คงมีสภาพเป็นป่าดงอยู่นาน เหมือนหนึ่งเป็นดินแดนหลงสำรวจ เพราะแม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นหรือตอนกลาง ก็มิได้มีการบันทึกกล่าวถึงเมืองสุรินทร์แต่อย่างใด เพิ่งจะได้มีการรู้จักเมืองสุรินทร์นสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาในระยะเริ่มแรกของการตั้งเมือง ซึ่งปรากฎตามหลักฐานพงศวดารเมืองสุรินทร์ ดังต่อไปนี้

 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก ชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ส่วย” “กวย”หรือ “กุย” ที่อาศัยในแถบเมืองอัตปีแสนแป (แสนแป) ในแคว้นจำปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ หรือ ร.ศ.๑๑๒)
พวกเหล่านี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ไช้งาน ตลอดทั้งการจับสัตว์ป่านานาชนิด ได้อพยพข้ามลำน้ำโขงมาสู่ฝั่งขวา เมื่อ พ.ศ.๒๒๖๐ โดยแยกกันหลายพวกด้วยกัน แต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมา และมาตั้งหลักฐาน ดังนี้
พวกที่ ๑ มาตั้งหลักฐานที่บ้านเมืองที (บ้านเมืองที ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์) หัวหน้าชื่อ “เชียงปุม”
พวกที่ ๒ มาตั้งหลักฐานที่บ้านกุดหวาย หรือเมืองเตา (อำเภอรัตนบุรีปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ “เชียงสี” หรือ “ตากะอาม”
พวกที่ ๓ มาตั้งหลักฐานทีค่บ้านเมืองลิ่ง (เขตอำเภอจอมพระปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ “เชียงสง”
พวกที่ ๔ มาตั้งหลักฐานที่บ้านโคกลำดวน (เขตอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) หัวหน้าชื่อ “ตากะจะ” และ “เชียงขัน”
พวกที่ ๕ มาตั้งหลักฐานที่บ้านอัจจะปะนึง หรือโคกอัจจะ (เขตอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) หัวหน้าชื่อ “เชียงฆะ”
พวกที่ ๖ มาตั้งหลักฐานที่บ้านกุดปะไท (บ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ “เชียงไชย”

12716191_1085221621530550_3561943971201563374_o

พ.ศ.๒๓๐๒ ในรัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ครองกรุงศรีอยุธยาราชธานี ช้างเผือกแตกโรงออกจากเมืองหลวงเข้าป่าไปทางทิศตะวันออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามารินทร์ โปรดให้สองพี่น้องเป็นหัวหน้ากับไพร่พล ๓๐ นายออกติดตาม เมื่อสองพี่น้องกับไพร่พลติดตามมาถึงเมืองพิมายทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในดงริมเขามีพวกส่วยซึ่งชำนาญในการจับช้างและเลี้ยงช้างอยู่ หากไปสืบหาจากพวกส่วยเหล่านี้คงจะทราบเรื่อง สองพี่น้องกับไพร่พลไปหาเชียงสงที่บ้านเมืองลิ่ง ไปหาเชียงปุมที่บ้านเมืองที ไปหาเชียงไชยที่บ้านกุดปะไท ไปหาตากะจะและเชียงขันที่บ้านโคกลำดวน และไปหาเชียงฆะที่บ้านอัจจะปะนึง

เชียงฆะได้เล่าบอกกับสองพี่น้องว่า ได้เคยเห็นช้างเผือกเชือกหนึ่งมีเครื่องประดับที่งาทั้งสองข้าง ได้พาโขลงช้างป่ามาลงเล่นน้ำที่หนองโชกตอนบ่ายๆทุกวัน เมื่อได้ทราบเช่นนั้นสองพี่น้องจึงได้พาหัวหน้าหมู่บ้านเหล่านั้นไปขึ้นต้นไม้ริมหนองโชกคอยดู ครั้นถึงตอนบ่ายก็เห็นโขลงช้างป่าประมาณ ๕๐-๖๐ เชือก เดินห้อมล้อมช้างเผือกออกมาจากป่าลงเล่นน้ำในหนอง สมจริงดังที่เชียงฆะบอกกล่าว สองพี่น้องจึงใช้พิธีกรรมทางคชศาสตร์จับช้างเผือกได้แล้ว สองพี่น้องกับไพร่พลโดยมีหัวหน้าบ้านป่าดง คือเชียงปุม เชียงสี หรือตะกะอาม เชียงฆะ เชียงไชย ตากะจะ และเชียงขัน ได้ร่วมเดินทางไปส่งด้วย สองพี่น้องได้กราบทูลถึงการที่เชียงปุมกับพวกได้ช่วยเหลือติดตามช้างเผือกได้คืนมาและนำมาส่งถึงกรุงศรีอยุธยาด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้

๑. เชียงปุม หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที เป็นหลวงสุรินทร์ภักดี
๒. ตากะจะ หัวหน้าหมู่บ้านโคกลำดวน เป็นหลวงแก้วสุวรรณ
๓. เชียงขัน อยู่รวมกันกับตากะจะ เป็นหลวงปราบ
๔. เชียงฆะ หัวหน้าหมู่บ้านอัจจะปะนึง เป็นหลวงเพชร
๕. เชียงสี หัวหน้าหมุ่บ้านกุดหวาย เป็นหลวงศรีนครเตา
๖. เชียงไชย หัวหน้าหมู่บ้านกุดปะไท เป็นขุนไชยสุริยงศ์

พร้อมทั้งพระราชทานตราตั้งและโปรดเกล้าฯ ให้ปกครองหมู่บ้านเดิมขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
หลวงสุรินทรภักดีกับพวก ได้พากันเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมและได้ปกครองหมู่บ้านเดิมตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตลอดมา

พ.ศ.๒๓๐๖ หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาติย้ายจากหมู่บ้านเมืองทีไปตั้งอยู่ที่บ้านคูปะทายหรือบ้านปะทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน)

DSCF4024 (Copy)
เมื่อย้ายถิ่นฐานจากบ้านเมืองทีไปอยู่ที่บ้านคูปะทายแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านทั้ง ๕ จึงได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำสิ่งของไปทูลเกล้าฯถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามราชประเพณี เพราะว่าขณะนั้นบรรพบุรุษของชาวสุรินทร์จะได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอันเป็นป่าดงทึบส่วนนี้ โดยตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่อย่างมั่นคงก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของกรุงศรีอยุธยา ยังคงถือว่าเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในป่าดงในราชอาณาเขตเท่านั้น ซึ่งกรุงศรีอยุธยาเริ่มรู้จักก็โดยหัวหน้าหมู่บ้านได้ช่วยเหลือจับช้างเผือกคืนกรุงศรีอยุธยา และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำของไปทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้น ดังนี้

ศีขรภูมิ21
๑. หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) เป็น พระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ยกบ้านคูปะทายเป็น “เมืองปะทายสมันต์” ให้พระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวางเป็นเจ้าเมืองปกครอง
๒. หลวงเพชร(เชียงฆะ)เป็น พระสังฆบุรีศรีนครอัจจะ ยกบ้านอัจจะปะนึง หรือบ้านดงยาง เป็น “เมืองสังฆะ” ให้พระสังฆบุรีศรีนครอัจจะเป็นเจ้าเมืองปกครอง
๓. หลวงศรีนครเตา (เชียงสี หรือกะตะอาม) เป็นพระศรีนครเตา ยกบ้านกุดหวายเป็น “เมืองรัตนบุรี” ให้พระศรีนครเตาเป็นเจ้าเมืองปกครอง
๔. หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) เป็น พระไกรภักดีศรีนครลำดวน ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน เป็น “เมืองขุขันธ์” ให้พระยาภักดีศรีนครลำดวนเป็นเจ้าเมืองปกครอง

การปกครองบังคับบัญชาแบ่งเป็นหมวดหมู่ เป็นกอง มีนายกอง นายหมวด นายหมู่ บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย

พ.ศ.๒๓๒๔ เมืองเขมรเกิดจลาจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นแม่ทัพ ยกกองทัพไปปราบปรามการจราจลครั้งนี้ โดยเกณฑ์กำลังของเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ เมืองสังฆะ สมทบกับกองทัพหลวงด้วย การไปปราบปรามครั้งนี้กองทัพไทยเคลื่อนขบวนไปตีเมืองเสียมราฐ เมืองกำพงสวาย เมืองบรรทายเพชร เมืองบรรทายมาศ เมืองรูงตำแรย์ (ถ้ำช้าง) เมืองเหล่านี้ยอมแพ้ขอขึ้นเป็นข้าขอบขันฑสีมา เสร็จแล้วก็ยกทัพกลับกรุงธนบุรี บ้านเมืองทีตีได้ก็กวาดต้อนพลเมืองมาบ้าง บางพวกก็อพยพมาเอง ในโอกาสนี้ได้มีลาวบราย เขมร ทางแขวงเมืองเสียมราฐ สะโตง กำพงสวาย บรรทายเพชร อพยพมาทางเมืองสุรินทร์ ออกญาแอกและนางรอง พาบ่าวไพร่ขึ้นมาอยู่ที่บ้านนนางรอง ออกญารินทร์เสน่หาจางวาง ออกไกรแป้น ออกญาตูม นางสาวดาม มาดไว บุตรีเจ้าเมืองบรรทายเพชร และพี่น้องบ่าวไพร่เมืองเสียมราฐได้พากันมาอยู่เมืองปะทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) เป็นจำนวนมาก บ้างก็แยกไปอยู่เมืองสังฆะ ไปอยู่บ้านกำพงสวาย (แขวงอำเภอท่าตูม)
พ.ศ. ๒๓๒๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “เมืองประทายสมันต์” เป็น “เมืองสุรินทร์” ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พ.ศ. ๒๓๗๒ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อยนพระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (สุ่น) เจ้าเมืองสุรินทร์ เป็น พระยาสุรินทรภักดีไผทสมันต์
พ.ศ. ๒๓๗๒ ครั้งนั้นหัวเมืองทางฝ่ายตะวันออกยังไม่เรียบร้อยดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ครั้งที่เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ออกไปจัดตั้งราชการทำสำมะโนครัวและตั้งกองสักอยู่ ณ กุดไผท 

พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ตามแบบยุโรป เมืองศีขรภูมิ พิสัย จึงถูกยุบเป็นอำเภอขึ้นตรงต่อจังหวัดสุรินทร์มณฑลอุบลราชธานีทุกเมืองต่าง เตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบบใหม่อยู่หลายปีจึงเรียบร้อย ระหว่างนี้พระศรีขรภูมานุรักษ์ชราภาพมากจึงทูลเกล้าขอแต่งตั้งนายกรทอง(ยังไม่มี นามสกุล) เป็นนายอำเภอและได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสุริยอภัยแต่ถูกถอดถอนใน เวลาต่อมาเจ้าเมืองสุรินทร์จึงส่งนายผ่านเมือง (ยังไม่มีนามสกุล) บุตรพระยาสุรินทร์ ภักดีศรีไผทสมันตร์มารักษาราชการชั่วคราวและแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเพื่อ คัดเลือกผู้เหมาะสมมาเป็นนายอำเภอ คณะกรรมการได้เลือกนายทองแก้ว (ยังไม่มี นามสกุล) เจ้าเมืองตลุงมาเป็นนายอำเภอ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสุริโย ปฏิบัติ หน้าที่ราชการได้3 ปีก็ถึงแก่กรรมไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นนายอำเภอ จังหวัด สุรินทร์จึงทูลเกล้าขอแต่งตั้งนายผ่านเมือง มาเป็นนายอำเภออีกครั้งหนึ่งและได้รับ บรรดาศักดิ์เป็น หลวงพิศิษฐสุรินทร์รัฐ ประจวบเหมาะกับการเตรียมการรองรับการ เปลี่ยนแปลงตามระบบใหม่เสร็จเรียบร้อยพอดีหลวงพิศิษฐสุรินทร์รัฐ จึงถือว่าเป็น นายอำเภอศีขรภูมิพิสัย คนแรกและมีผู้มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเรียงตามลำดับ จนถึงปัจจุบัน

2014061481838

การย้ายที่ว่าการอำเภอ

อำเภอศีขรภูมิ(พิสัยขาดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ) ในขณะนั้น แบ่งการ ปกครองออกเป็น 11 ตำบล คือ 1. ตำบลลำดวน 2. ตำบลจารพัต 3. ตำบลช่างปี่ 4. ตำบลยาง 5. ตำบลตรึม 6. ตำบลสำโรงทาบ 7. ตำบลขวาวใหญ่ 8. ตำบลคาละแมะ 9. ตำบลหนองฮะ 10. ตำบลกระออม 11. ตำบลศรีสุข

หลวงพิศิษฐสุรินทร์รัฐ นายอำเภอเห็นว่า อาณาเขตการปกครองกว้างใหญ่ มาก ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านจารพัต ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เกือบสุดเขตอำเภอ ประชาชนสวนใหญ่มาติดต่อราชการ ต้องเดินทางไกลลำบากมาก ข้าราชการ หน่วยงานต่างๆ ออกไปพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนก็ลำบากเช่นกัน จึงคิดหาพื้นที่ ที่เป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อย้ายที่ว่าการอำเภอใหม่ ขณะนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดี(รัฐมนตรี) กระทรวง มหาดไทยมีคำสั่งให้ตัดถนนเชื่อมต่อระหว่างมลฑลนครราชสีมาถึงมลฑลอุบลราชธานี เรียกว่าทางหลวงแผ่นดิน ช่วงที่ถนนตัดผ่านเขตพื้นที่อำเภอศีขรภูมินั้น จะผ่านบ้าน กระโดนค้อ บ้านระแงง บ้านปราสาท บ้านอนันต์ไปสำโรงทาบ ห้วยทับทัน ฯลฯถนน สายนี้ไม่ผ่านบ้านจารพัต ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอศีขรภูมิประกอบกับทางจังหวัด และกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้สถานที่ราชการไปตั้งริมทางหลวงแผ่นดิน เพื่อ สะดวกในการไปตรวจราชการ หลวงพิศิษฐสุรินทร์รัฐ นายอำเภอ จึงตัดสินใจย้ายที่ ว่าการอำเภอจากบ้านจารพัต

1023

ไปตั้งใหม่ที่บ้านตะเคียน ทิศใต้ปราสาทศรีขรภูมิ ริมทางหลวงแผ่นดินที่ตัดใหม่ (พื้นที่ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอทุกวันนี้ถ้าถือเอาองค์ปราสาท ศีขรภูมิเป็นหลัก ทางทิศตะวันตก เรียกว่าบ้านปราสาท ทางทิศตะวันออกเรื่อยไป จนถึงโรงเรียนศรีขรภูมิพิสัย โรงพยาบาลศีขรภูมิเรียกว่าบ้านตะเคียน) เมื่อย้ายที่ว่าการอำเภอศีขรภูมิมาตั้งที่บ้านตะเคียน ริมทางหลวงแผ่นดิน ชายทุ่งกุดไผท ช่วยแก้ปัญหาการให้บริการแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการที่ต้อง เดินทางไกลได้มากแต่ก็มีปัญหาอุปสรรคเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วม ทุกปีไม่สะดวกในการปฏิบัติงานราชการ

จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภออีกครั้งหนึ่ง ไปตั้ง ที่บ้านอนันต์ซึ่งเป็นที่สูงคือ บริเวณที่เป็นโรงเรียนบ้านอนันต์ทุกวันนี้เป็นการย้ายที่ ว่าการอำเภอครั้งที่สอง พ.ศ. 2469 หลวงจรุงจิตประชา (จรุง เศรษฐทัตต์) ย้ายมาเป็นนายอำเภอ ศีขรภูมิทางรถไฟสายตะวันเฉียงเหนือ เปิดเดินรถไฟถึงจังหวัดอุบลราชธานีหลวง จรุงจิตประชาได้พิจารณาเห็นว่าที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บ้านอนันต์ไม่เหมาะสม ประชาชนมาติดต่อราชการทางรถไฟ เมื่อลงรถไฟที่สถานีบ้านระแงง (ต่อมาเปลี่ยน ชื่อเป็นสถานีรถไฟศีขรภูมิตามชื่ออำเภอ) ต้องเดินเท้าไปอำเภอที่บ้านอนันต์อีกเป็น ระยะทาง 3-4 กิโลเมตรโดยประมาณ เจ้าหน้าที่ทางจังหวัด มาตรวจราชการที่ไม่ สะดวก ทางหลวงแผ่นดินก็เป็นเพียงถนนพูนดินธรรมดาไม่สะดวกในการเดินทางโดย รถยนต์หลวงจรุงจิตประชา (จรุง เศรษฐทัตต์)

นายอำเภอ จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอ อีกครั้งหนึ่งมาตั้งกึ่งกลางระหว่างบ้านปราสาทกับบ้านระแงง ซึ่งก็คือที่ตั้งที่ว่าการ อำเภอศีขรภูมิในปัจจุบันนั้นเอง พ.ศ. 2504 ร.ต.ท.ยนต์ประพิตรภา เป็นนายอำเภอได้มีการแก้ไขการเขียน ชื่ออำเภอใหม่ จากศีรขรภูมิเป็น ศีขรภูมิโดยตัดอักษร “ร” ออกนัยว่าเพื่อให้ สอดคล้องกับความเป็นจริงตามลักษณะพื้นที่ คือ ศีขรภูมิแปลว่า ภูมิแผ่นดินที่เป็น ภูเขาหรือที่สูงตามลักษณะพื้นที่บ้านจารพัตที่ตั้งเมืองศีขรภูมิครั้งแรกนั้นเอง นับตั้งแต่ นั้นมา จึงเขียนชื่ออำเภอศีขรภูมิจนทุกวันนี้

สุรินทร์ร้อยแปด – เรียบเรียง
ที่มา ; ศาลหลักเมืองจารพัต พิมพ์โดยองค์การส่วนตำบลจารพัต 2556

loading...

Related posts:

Share

About the author

admin

เป็นชายหนุ่มผู้หลงไหล ในกำพืดตัวเองจนแยกไม่ออก...จนทำให้เกิดเว็บเพจนี้มา เป็นคนรู้น้อย และพูดน้อย แต่เขียนหนัก ... หนักไปในทางเขียนผิด ... สถานะตกงาน ไม่มีรายได้ เป็นหลักแหล่ง อาศัยขอเขากินเอา ทำงานรับเงินเดือนสองหมื่นกว่าบาทเมื่อ สิบปีที่แล้ว แต่ลาออกเพื่อมาอยู่บ้านเพียงแค่รู้สึกว่า รกเราได้ฝังอยู่ที่นี่ ดินแดนที่เรียกว่า "สุรินทร์" ติดต่อรีวิว โฆษณาสินค้า ทำข่าวเปิดตัวสินค้า ที่ 088 0234 255 , Line ID; doktup