พิธีกรรมแซนโฎนตา

293993

1. ประวัติและความหมาย ประเพณี ทำบุญกลางเดือน 10 หรือประเพณีสารทของกลุ่มวัฒนธรรมเขมรในเขตจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์นั้นมีประเพณีทำบุญวันสารทเช่นเดียวกันกับกลุ่มวัฒนธรรมใน ภูมิภาคอื่นๆ แต่มีจุดประสงค์ที่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วโดยเรียกว่า “แซนโดนตา” ( แซน-เซ่นสรวง, โดน-โคตรเง่า, ตา-ตา ) ส่วนประเพณีแซนโดนตาจะเรียกสารทเล็กว่า “เบ็นตูจ” เรียกสารทใหญ่ว่า “เบ็นทม” คำว่า “เบ็น” มาจากภาษาบาลีว่า “บิณฑะ” แปลว่า ก้อนข้าว ตูจ แปลว่า เล็ก ทม แปลว่า ใหญ่

 

2. จุดมุ่งหมายการแซนโฎนตา ความ เชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษนั้น ดูจะมีเค้ามาจาก
ศาสนาพุทธที่เชื่อว่า เมื่อผู้ตายตายไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ทำดีจะได้ไปสวรรค์ กับกลุ่มที่ทำชั่ว ทำบาปก็จะตกนรกเป็นสัตนรก ผี หรือเปรตพวกเหล่านี้จะได้รับทัณฑ์ทรมานมากน้อยต่างกัน เมื่อถึงแรม 1 ค่ำเดือน 10 พระยายมจะอนุญาตให้ผีเหล่านี้เด ินทางมาเยี่ยมลูกหลานได้ ผีจะพักอยู่ที่วัดและคอยดูทางว่าลูกหลานของตนจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตนบ้างหรือไม่ ถ้าลูกหลานมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลผลบุญนี้พวกตนก็ได้รับ และเมื่อได้อิ่มหนำสำราญก็จะพากันอวยพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้ารอแล้วไม่เห็นลูกหลานมาทำบุญ ก็จะสาปแช่งไม่ให้มีความสุข ความเจริญ จาก ตำนานความเชื่อของชาวบ้านดังกล่าว จึงพอสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการแซนโดนตา ก็คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

3. ระยะเวลาในการทำบุญพิธี แซนโดนตา หรือการเซ่นผีปู่ย่าตายายหรือผีบรรพบุรุษของชาวเขมรที่ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วงศาคณาญาติที่ล่วง ลับไปแล้วได้แบ่งออกเป็นวันเบ็นตูจ และวันเบ็นทม คือ สารทเล็ก และสารทใหญ่โดย เบ็นตูจ จัดกันในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 10 และ เบ็นทม จัดกันในวันแรม 14-15 ค่ำ เดือน 10 แต่กระนั้นก็ตาม ช่วงระยะเวลาระหว่างวันเบ็นตูจถึงวันเบ็นทมนั้น ชาวเขมรก็ยังจัดอาหารมาทำบุญที่วัดต่อเนื่องกันมิได้ขาด

4. สถานที่ทำพิธีแซนโฎนตาจะ จัดทำบุญที่วัด (ทำบุญถวายจังหันพระสงฆ์)และนำอาหารเครื่องเซ่นมาเซ่นวิญญาณบรรพบุรุษที่ในเรือนบ้านของเจ้าพิธีที่ จัดไว้ หรือที่ศาลโดนตาคือศาลผีปู่ตา ซึ่งเป็นศาลที่อยู่ของวิญญาณบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน หากหมู่บ้านใดไม่มีศาลโฏนตา ก็ จะจัดทำพิธีแซนโฎนตาที่ในวัด

5. เครื่องแซนโฎนตา (เครื่องเซ่นผีปู่ตา-เขมร)ในเบ็นตูจ และเบ็นทมนั้นสิ่งของที่ใช้ในพิธีจะเหมือนกันคือ ทุกบ้านจะทำขนม ข้าวต้ม กระยาสารท ข้าวปลาอาหารพร้อมกับเหล้าใส่ถาดนำมารวมกันเพื่อประกอบพิธี แซนโฏนตา” ซึ่งพอจะสรุปอุปกรณ์และเครื่องเซ่นที่ใช้ในพิธีกรรมได้ ดังนี้

 

  1. ข้าวต้ม ข้าวสุก กล้วย อ้อย เหล้า อาหารคาว และพวกแกงต่างๆ
  2. ขนมหวานต่างๆ เช่น ขนมชั้น ขนมกง ทองหยิบฝอยทอง เป็นต้น
  3. หมากพลู ยาสูบ หรือบุหรี่
  4. กระเชอ 1 สำรับ หรือภาชนะอย่างอื่น
  5. ธูป 1 ดอก เทียน 1 เล่ม
  6. บายเบ็น (บายข้าว บายเบ็นทำจากข้าวเหนียวที่สุกแล้วผสมกับงาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปั้นเป็นก้อนๆ วางบนถาด หรือจาน)
  7. เงิน
  8. ใบตอง จาน หรือถาด
  9. เรือ หรือกระทง (ที่ทำจากกาบกล้วยหรือกาบหมากก็ได้)
  10. อาจมีกระดูกของผู้ล่วงลับไปแล้วใส่โกศมาวางร่วม
  11. อื่นๆ (แล้วแต่บางหมู่บ้านอาจมีสิ่งของใช้ต่างๆ กันไป)

6. พิธีกรรมใน เย็นวันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะนำเครืองแซนโฏนตาไปวางบนกลางผ้าขาว ซึ่งปูลาดไว้กลางห้องเรือนที่กลางหมู่บ้าน หรือที่ศาลโดนตาประจำหมู่บ้าน บางแห่งนำไปรวมกันที่ศาลาวัดที่ทำพิธีแซนโฏนตา แล้วพวกลูกหลานมานั่งล้อมวงอยู่ รอบๆ ข้างผ้าขาวพร้อมกันแล้วจุดธูปเทียนบูชาเอ่ยชื่อปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไป เชิญให้มากินเครื่องเซ่นทั้งที่ตายไปนานแล้ว และไม่รู้จักชื่อก็นึกเชิญในใจด้วยทางเจ้าพิธีนำเอาสุรามารินใส่แก้ว หรือจอกพรมไปตามสำรับอาหาร ปากก็กล่าวอันเชิญผีปู่ย่าตายายมารับประทานอาหาร เมื่อได้เวลาก็จุดยาสูบวางไว้ สักครู่ ใหญ่ สมมติว่า กินเสร็จแล้วจะแบ่งข้าวปลาอาหารหมากพลู บุหรี่อย่างละเล็กละน้อยใส่ห่อกระดาษหรือใบตองแล้วเหวี่ยงไปไกลๆ เรียกว่า “ปะจีร” (ออกไปเสีย) เชื่อว่าลูกหลานได้พาห่อข้าวปลาอาหารนี้ฝากไปให้กินระหว่างทาง หรือไปฝากผู้ที่ไม่ได้มารับเครื่องสังเวยในครั้งนี้ จากนั้นจึงยกเครื่องเซ่นออกจากที่ตั้งได้ แล้วเลี้ยงกันในระหว่างหมู่ญาติสู่กันกิน คนเฒ่าคนแก่ก็อวยชัยให้พรลูกหลานมีการคุยกันเรื่องต่างๆ นาๆ เช่น เรื่องการทำมาหากินการเล่าสารทุกข์สุกดิบสู่กันฟัง พอสมควรแก่เวลากแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยไม่นำข้าวของส่วนกลางกลับบ้าน เรียกว่า “เบ็นตูจ” รุ่งเช้ามืดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ก็นำภัตตาหารไปทำบุญที่วัด พระภิกษุให้พร แล้วเลี้ยงพระ หลังจาก

นั้นอาจจะมีเทศน์เรื่อง อานิสงส์แซนโฏนตา หรือประวัติความเป็นมาของพิธีสารท ตามแนวพุทธชาวบ้านกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่วงศาคณาญาติที่ลวงลับไปแล้ว ทำเช่นนี้อยู่ทุกวันจนถึงวันแรม 14 ค่ำ ตอนเย็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 เป็นพิธีใหญ่ เรียก “เบ็นทม” ชาวบ้านจะเตรียมการคล้ายเบ็ญตูจ สิ่งของที่ใช้ในงานก็เหมือนกับเบ็นตูจทุกอย่าง แต่ทำยิ่งใหญ่กว่าเมื่อเตรียมเรียบร้อยชาวบ้านจะพากันหาบคอน จุดใต้จุดคบ หรือจุดเทียน มารวมกัน เดินไปก็ร้องตะโกนไปว่า“โมเวยโดนตาๆ ” ( มาเด้อ ผีปู่ย่าตายาย ) “ โกนเจายัวบาย ซ้อมสลอโมจูนโอยโฮบ” (
ลูกหลานนำข้าวปลาอาหารมาส่งให้รับประทาน) ส่วนผู้ร่วมพิธีต่างก็จะตะโกนร้องเรียกให้ผีปู่ย่าตายายมารับประทานอาหารกัน ดังเซ็งแซ่อยู่การตะโกนจะดังกันเซ็งแซ่ อาจมีถ้อยคำอื่น

แต่มีนัยเช่นเดียวกัน และมีวงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงอยู่ แล้วนิมนต์พระภิกษุสวดสูตรต่างๆ เกี่ยวกับเปรต มี “ปราถวสูตร” และ “อาฏานาฏิยสูตร” เป็นต้นเมื่อท่านสวดจบในช่วงหนึ่งๆ ก็จะร้องตะโกน “โมเวยโดนตาๆ ” เสียงนี้จะดังกระหึ่มขานรับกันทั่วบริเวณช่วงนี้ก็จะจุดธูปเทียน ทำพิธี โดยรินเหล้าเทไปตามพื้น และพูดเรียก “โดนตา” ซึ่งชาวบ้านจะพากันขานรับ “ โมโวยโดนตา”

จากนั้นกรรมพิธีต่างๆ ก็จะเหมือนกับเบนตูจ พิธีในช่วงเย็นก็มีเท่านี้ เช้ามืดแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจัดเตรียมสำรับกับข้าว และข้าวของที่กองรวมกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนำไปถวายพระภิกษุพร้อมทั้งอุทิศส่วนกุศลไปให้แกผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว นิมนต์พระมาสวดโดยนั่งเป็นวงกลมรอบข้าวของที่นำมารวมกัน ผู้นำภาชนะข้าวของมาจุดธูปเทียนอย่างละดอกเสียบลงที่จาน “บายเบ็น” เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว พระภิกษุ 1 รูป จะเทศน์ 1กัณฑ์ เกี่ยวกับความเป็นมาของประเพณีนี้เมื่อพระท่านสวดเสร็จแล้วก็นำกระเชอที่ใส่ของนันไปเทที่ลานวัด

โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ล่วงลับมารับของเหล่านั้น ซึ่งชาวบ้านและเด็กๆ นั่นเองจะเข้ามายื้อแย่งกันเป็นที่สนุกสนาน และเมื่อเสร็จพิธีพระภิกษุ จะฉันภัตตาหารเช้า ถือว่าเสร็จพิธีแซนโฏนตาสิ่งของที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง เช่น ข้าวต้มที่ทำจากใบมะพร้าว (ข้าวต้มลูกโยน) พระภิกษุจะนำมาปิ้งในวันรุ่งขึ้น หรือในคืนนั้นเลยแล้วก็แบ่งญาติโยมนำกลับไปรับประทาน ในบางหมู่บ้านตอนเย็นของวันแรม 15 ค่ำ อาจนิมนต์พระมาสวดอีกครั้งหนึ่งก็ได้ บางหมู่บ้านอาจมีพิเศษออกไป คือมีการลอยเรือกระทงส่งตอนเวลาก่อนสว่าง เป็นการส่งตายายคือนำเอาเรือกระทงกาบกล้วย หรือกาบหมาก ที่เตรียมไว้บรรจุข้าวปากหม้อ (เท่ากับผลแรกได้ของข้าวสุกในหม้อนั้น) กระยาสารท (ผลแรกได้ของพืชพันธุ์ธัญชาติ )

และขนมอื่นๆ ส้มสูกลูกไม้ใส่ลงไป ในกระทง กับมีเครื่องเสบียงกรัง เช่น กะปิ น้ำปลา พริกหอม กระเทียม เป็นต้น แล้วเอาไม้มาทำเป็นพายเล็กๆสองเล่มติดไปกับกระทง จุดธูปเทียนปักและติดไว้ในกระทง แล้วปล่อยให้ลอยน้ำไป ถ้าหมู่บ้านนั้นอยู่ห่างแม่น้ำลำคลองที่มีน้ำไหลก็จะนำไปวางไว้ยังทางสาม แพร่ง พร้อมกับกล่าวขณะส่งกระทงโดยมีค วามว่า “ ขอให้ไปยังทุ่งที่ท่านอยู่ ไปสู่เขาใต้หินใต้ผา ซึ่งเป็นที่อยู่ของท่าน ไปเถิดกลับไปเถิด” เป็นอันเสร็จพิธี

ที่มา (จากเอกสารการศึกษาพธ.บ. มจ.ร)

loading...

Related posts:

Share

About the author

admin

เป็นชายหนุ่มผู้หลงไหล ในกำพืดตัวเองจนแยกไม่ออก...จนทำให้เกิดเว็บเพจนี้มา เป็นคนรู้น้อย และพูดน้อย แต่เขียนหนัก ... หนักไปในทางเขียนผิด ... สถานะตกงาน ไม่มีรายได้ เป็นหลักแหล่ง อาศัยขอเขากินเอา ทำงานรับเงินเดือนสองหมื่นกว่าบาทเมื่อ สิบปีที่แล้ว แต่ลาออกเพื่อมาอยู่บ้านเพียงแค่รู้สึกว่า รกเราได้ฝังอยู่ที่นี่ ดินแดนที่เรียกว่า "สุรินทร์" ติดต่อรีวิว โฆษณาสินค้า ทำข่าวเปิดตัวสินค้า ที่ 088 0234 255 , Line ID; doktup